รองผู้ว่าฯ ทวิดา แนะปรับแนวคิด เปิดกว้าง ช่วยงานเดินได้..D - MSK News

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รองผู้ว่าฯ ทวิดา แนะปรับแนวคิด เปิดกว้าง ช่วยงานเดินได้..D

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 65 ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับนายวุฒิไกร ผิวขาว นายกเทศมนตรีตำบลนายางกลัก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ สมาชิกเทศบาลตำบลนายางกลัก และพนักงานส่วนตำบล รวม 32 คน ในโอกาสเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน และขอคำแนะนำในการบริหารจัดการงานท้องถิ่นในสอดคล้องกับการพัฒนาเมือง ณ ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

นายกเทศมนตรีตำบลนายางกลัก กล่าวว่า ส่วนตัวให้ความสนับสนุนในเรื่องความหลากหลายทางเพศ โดยเปิดกว้างกับสมาชิกในสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนายางกลัก และให้ประชาชนกล้ายอมรับความหลากหลายทางเพศ พร้อมสนับสนุนในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ส่วนเรื่องการทำโทรเวชกรรมหรือ Telemedicine อุปสรรคค่อนข้างเยอะเพราะบุคลากรทางการแพทย์ในชุมชนส่วนใหญ่จบสาธารณสุขและพยาบาลเป็นหลัก ด้านเภสัชกรรมไม่มี หมอเฉพาะทางก็ไม่มี เรื่องเมืองปลอดภัย ประชาชนยังคิดว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ป้องกันสาธารณภัย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) หรืออาสาสมัครอื่น ประชาชนยังไม่ให้การยอมรับในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร สำหรับด้านการจัดทำยุทธศาสตร์นั้น บางสิ่งบางอย่างของส่วนภูมิภาคบางครั้งในจังหวัดเดียวกันแต่คนละท้องถิ่นก็มีความแตกต่างกันหนังสือสั่งการเรื่องเดียวใช้ทุกท้องถิ่นไม่ได้ อยากพัฒนาท้องถิ่นในทุกเรื่องรวมถึง Smart City ด้วยแต่บางครั้งไม่สามารถทำได้จึงอยากขอคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เรื่องการยอมรับความหลากหลายบังคับกันไม่ได้ เรื่องความหลากหลายกรุงเทพฯ ได้เปรียบเพราะเมืองเดินหน้าไปแล้ว ความหลากหลายไม่ได้มีเรื่องเพศเรื่องเดียว ทำอย่างไรจะให้คนรู้สึกว่าตนมีศักดิ์ศรีและสามารถใช้ชีวิตได้เท่าเทียมกับคนปกติ ต้องเริ่มจากผู้บริหารเพราะถ้าผู้บริหารไม่เริ่มมันไปไม่ได้

ส่วนเรื่องที่บอกว่าองค์การบริหารส่วนตำบลนายางกลัก มีทรัพยากรไม่พอในการ Telemedicine กรุงเทพมหานครก็มีทรัพยากรไม่พอ กรุงเทพมหานครทำระบบนี้เพราะมีคนไม่พอ กรุงเทพมหานครดูแลประชากรตามทะเบียนบ้าน 5,800,000 คน ดูแลประชากรจากปริมณฑลที่เข้ามาในพื้นที่ประมาณ 4,200,000 คนต่อวัน รวมกรุงเทพมหานครดูแลประชากรประมาณ 10,000,000 คนต่อวัน อัตราส่วนของหมอหรือบุคลากรทางการพยาบาลในการดูแลสุขภาพ 1 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งตามหลักสาธารณสุขคือ 1 ต่อ 10,000 คน และเตียงในโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ รองรับประชากรได้ประมาณ 10% ระบบนี้จึงเกิดขึ้นเพราะหมอไม่ต้องเดินทางเข้าเยี่ยมบ้าน ทุกคนพบแพทย์ได้จากบ้านตัวเองภายในเวลาไม่กี่นาที ประชาชนสามารถเดินทางไปที่คลินิกชุมชนใกล้บ้าน ร้านขายยาใกล้ได้ บ้านศูนย์บริการสาธารณสุขจะลดคนลงทันที วิธีการนี้ทำให้ลดความแออัดที่โรงพยาบาลหลัก เพียงแค่ปรับแนวคิดก็จะช่วยให้สามารถปรับวิธีการทำงานได้ นอกจากนี้กรุงเทพมหานครจะมีการฝึกฝนเทคโนโลยีให้กับอาสาสมัครทุกคน ให้อาสาสมัครเทคโนโลยีประกบอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) เพื่อให้สามารถแข่งขันการบริการประชาชนกับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ของต่างจังหวัดให้ได้

รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวต่อว่า ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครก็มีคนไม่พอเช่นเดียวกัน อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ของกรุงเทพมหานครมีไม่ถึง 2% อาสาสมัครทั่วกรุงเทพฯ มีอยู่ประมาณ 60,000 คน สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือเอาความร่วมมือจากอาสาสมัครสังกัดต่างๆ จะมีการขึ้นทะเบียนอาสาสมัครทั้งหมด ฝึกซ้อมร่วมกัน อะไรที่สนับสนุนกันได้ก็สนับสนุน ต้องดูว่าข้อจำกัดอยู่ตรงไหน ซึ่งตอนนี้กำลังทำอยู่คือการเอาบาร์โค้ดติดที่ถังแดง(ถังดับเพลิง) ทำให้รู้ว่าถังแดงอยู่ตำแหน่งไหน ใส่สารและตรวจสภาพถังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

“ส่วนเรื่อง Smart City ควรจะพอดี ๆ ถ้าทำให้ฉลาดมากเกินไปหรือเกินความจำเป็นจนคนกลัว คนอยู่ไม่ได้ บางทีคำว่า Smart อาจหมายความถึงให้คนอยู่สบายแค่นั้นเอง การจะทำให้เมืองฉลาด เมืองมีคำตอบใหม่ ๆ ได้ คำถามต้องมาจากคนที่ไม่รู้ ทำไมเอาข้อจำกัดตั้งโต๊ะทำไมไม่แก้ข้อจำกัดเอาข้อจำกัดขวางทางไว้ทำไม เวลาแก้ปัญหาหรือทำให้ชนะคือการทำให้คนอยู่นอกวงตั้งคำถาม บางครั้งการให้คนนอกหรือคนที่คิดว่าไม่มีความรู้ถามคำถามเราได้อาจได้อะไรบางอย่าง” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว

--------------------------------- (พัทธนันท์...สปส. รายงาน ) ขอบคุณภาพและข่าวจากเพจ prbangkok.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad