"ชัชชาติ" ประชุมด่วนกลุ่มเส้นด้าย สายไหมต้องรอด หาแนวทางรับมือCovid ในพื้นที่กทม.สายด่วน 1669 - MSK News

Breaking

https://www.blogger.com/blog/page/edit/163607023169952299/4565312937486509077?hl=th#

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

"ชัชชาติ" ประชุมด่วนกลุ่มเส้นด้าย สายไหมต้องรอด หาแนวทางรับมือCovid ในพื้นที่กทม.สายด่วน 1669

เมื่อวันที่
19 ก.ค.65 เวลา 16.15 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประชุมหารือแนวทางการประสานงานกับมูลนิธิต่างๆ พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมี ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย ศูนย์เอราวัณ ร่วมประชุมกับผู้แทนจากกลุ่มเส้นด้าย ทีมงานสายไหมต้องรอด นางสาวไดอาน่า จงจินตนาการ จากเพจ "เราต้องรอด" ซึ่งการประชุมได้เปิดระบบออนไลน์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย ณ ห้องสุทัศน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ประชุมหารือกับกลุ่มเอกชนที่ดูแลประชาชนในพื้นที่เช่น จากกลุ่มเส้นด้าย ทีมงานสายไหมต้องรอด เพจ "เราต้องรอด" ซึ่งเป็นคนที่สัมผัสอยู่ที่พื้นที่หน้างานจริง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาและแก้ไขการทำงานประสานงานร่วมกัน ซึ่งเรื่องแรกคือการแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครซึ่งไม่จำกัดจำนวน ขอให้ผู้ป่วยโควิด-19 ไปรับบริการได้ที่โรงพยาบาลสังกัดกทม. ทั้ง 11 แห่ง รวมถึงวชิรพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯด้วย ซึ่งบางทีอาจมีปัญหาเรื่องพื้นที่คับแคบรองรับผู้ป่วยได้จำนวนไม่มากแต่ก็จะมีการนัดหมายเพื่อมารับยาในวันต่อไปได้ โดยจะขยายวันทำการเพิ่มในวันเสาร์เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในแต่ละพื้นที่เขตอีกด้วย
เรื่องที่ 2 คือการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยกลุ่ม 608 ที่ตรวจ ATK แล้วพบว่าตัวเองติดเชื้อ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการเดินทางมารับยาหรือพบแพทย์ก็สามารถนำบัตรประชาชนและผลตรวจให้ญาติพี่น้องมารับยาแทนได้ผ่าน เรื่องที่ 3 คือผู้ป่วยอาการไม่มากหรืออาการเขียวซึ่งบางครั้งได้รับเพียงยาพื้นฐาน ไม่ได้รับยาต้านไวรัส ก็ขอให้เชื่อแพทย์ในการวินิจฉัยโรคในการบ่งชี้ว่ากลุ่มไหนจะต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือไม่​ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าอย่าตื่นตระหนกหากไม่ได้รับยาต้านไวรัสเพราะบางครั้งโรคจะหายไปเองแบบไข้หวัด สำหรับกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่ม 608 และมีโรคประจำตัว กทม. จะพิจารณากลับไปดำเนินการแบบ HI (Home Isolation) เนื่องจากควรมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอหลังรับยา​ ซึ่งในปัจจุบันระบบอาจยังดำเนินการไม่สมบูรณ์กทม.ก็จะเร่งแก้ไขต่อไป นอกจากนี้กทม.ยังได้เปิดการให้บริการโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยสีเขียวเพิ่ม จำนวนกว่า 500 เตียง ที่สนามกีฬาบางกอกอารีน่า เขตหนองจอก และศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ ซึ่งกทม.จะทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานภายนอกในเรื่องของการเพิ่มเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยในกรุงเทพฯได้มากขึ้นอีกด้วย รวมถึงการประสานการดูแลส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลนอกสังกัดกทม.
อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือสายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 ซึ่งขณะนี้มีการปรับปรุงให้มี 60 คู่สาย เพื่อรองรับผู้ป่วยที่โทรมาให้ได้รับการบริการอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยทุกกลุ่มอาการสีต่างๆสามารถโทรได้ เพราะจะมีการประสานงานบริหารจัดการหาเตียงและรับส่งผู้ป่วยทุกกลุ่มสีไปสู่สถานพยาบาลด้วยไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสนามหรือโรงพยาบาลทั้งในและนอกสังกัดกทม. รวมถึงการขอรับบริการฉีดวัคซีนด้วยที่จะมีการขยายบริการฉีดวัคซีนให้ถึงบ้าน เพราะขณะนี้การฉีดวัคซีน Booster Shot เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยลดอาการป่วยไม่ให้เป็นระดับสีแดงและช่วยบุคลากรทางการแพทย์ไม่ให้รับภาระหนักได้ ซึ่งขณะนี้สามารถไปฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 11 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครทั้ง 69 แห่ง และอาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) ได้ทุกวัน


“ ขอขอบคุณภาคเอกชนทุกท่านที่ร่วมกับทางกทม. เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากบางทีกทม.อาจจะรู้รายละเอียดได้ไม่เท่าภาคเอกชนที่มีข้อมูลหน้างานจากการลงพื้นที่มากมาย ทำให้กทม.ได้รับทราบข้อเท็จจริงของปัญหาซึ่งตรงไหนที่ปรับปรุงได้กทม.จะเร่งปรับปรุง เพื่อร่วมเดินไปด้วยกัน อย่างเข้มแข็ง และขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ขณะนี้ยามีเพียงพอ รวมถึงกลุ่ม 608 กลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มที่มีโรคประจำตัวและมีความเสี่ยงซึ่งกทม.มีความเป็นห่วงเป็นพิเศษ ขอให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา นอกจากนี้ผู้ป่วยโควิด-19 หากมีอาการป่วยให้รักษาตัวเองแบบ 5 + 5 คือรักษาตัวเอง 5 วันและกักตัวเองอีก 5 วัน เพื่อความปลอดภัยและลดการแพร่ระบาดสู่ผู้อื่น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครมีจำนวนเตียงประมาณ 760 เตียง อัตราครองเตียงอยู่ 47% รองรับผู้ป่วยระดับสีแดง 24 เตียง มีผู้เข้ารับการรักษาอยู่ 17 เตียง รองรับผู้ป่วยระดับสีเหลือง 700 เตียง มีผู้เข้ารับการรักษาอยู่ 366 เตียง ภาพรวมของทุกโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ มีเตียง 5,600 เตียง มีผู้ครองเตียงรักษาพยาบาลอยู่ 3,000 กว่าเตียง คิดเป็น 47% ซึ่งยังสามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น