ทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพของกรุงเทพมหานครคือการสร้างระบบปฐมภูมิให้เข้มแข็ง แบ่งเบาภาระตติยภูมิ..o - MSK News

Breaking

Home Top Ad

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565

ทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพของกรุงเทพมหานครคือการสร้างระบบปฐมภูมิให้เข้มแข็ง แบ่งเบาภาระตติยภูมิ..o

“คุณภาพของการรักษาพยาบาลคือ การจัดการเพื่อให้ได้จัดการทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งสำคัญมากว่าเราจะจัดการอย่างไรเพื่อให้การจัดการทางการแพทย์และสาธารณสุขเกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องการที่จะรื้อระบบปฐมภูมิใหม่ รวมถึงระบบทุติยภูมิ เพื่อให้ระบบในระดับตติยภูมิเบามือลง รวมถึงการทำให้ตอบโจทย์เรื่อง Speed ให้ได้ เนื่องจากความพึงพอใจของผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับชั่วโมงที่ต้องรอรับบริการ โดยเฉพาะชั่วโมงรอที่เกี่ยวพันกับชีวิต” ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บรรยายพิเศษ “ทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพของกรุงเทพมหานคร” ในงานโครงการยกระดับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เพื่อประชาชนกรุงเทพมหานคร “สุขภาพดี” ซึ่ง สำนักงานเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร จัดขึ้นวันนี้ (8 ก.ย.65) ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา กทม.2 ดินแดง

รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวว่า โครงการ Sandbox เป็นนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เล็งเห็นปัญหาว่าโรงพยาบาลไม่สามารถรับมือกับประชาชนจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและภาวะที่เกิดโรคติดต่อ โดยต้องการร้อยระบบการส่งต่อ เริ่มที่รพ.ราชพิพัฒน์ เนื่องจากมีพื้นที่เหมาะกับการเริ่มต้น คือ มีระยะทางที่เหมาะสม มีประชากรที่ผสมผสานกันทั้งแรงงาน ผู้สูงอายุ และเด็ก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าระบบสาธารณสุขไทยมีชื่อเสียงตั้งแต่ก่อนการเกิดสถานการณ์โควิด-19 การแพทย์ของโรงพยาบาลไทยมีศักยภาพพอ และมีแพทย์เฉพาะทางระดับโลก แต่จำนวนของแพทย์ไม่พอต่อความต้องการ

รวมถึงนโยบายการเพิ่มเตียง 10,000 เตียง โดยหมายถึงเตียงที่บ้านและญาติสามารถดูแลผู้ป่วยได้ ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนเตียงหรือโรงพยาบาลแต่อย่างใด เป็นการทำงานผ่านการใช้ระบบ Telemedicine อาสาสมัครสาธารณสุข และMobile Unit จะสามารถตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในระบบปฐมภูมิให้แก่ประชาชน ความมั่นใจในสถานการณ์เป็นแพทย์ระบบปฐมภูมิของตัวบุคลากรทางการแพทย์เอง ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นว่าการแพทย์และสาธารณสุขเราเก่ง เพียงแต่ยังขาดการทำให้เชื่อใจ ในเวลานั้นคนกรุงเทพฯ ไม่ปฏิเสธเมื่อได้รับยาจากคนที่นำมาให้ซึ่งไม่ได้เป็นแพทย์ โดยเป็นใครก็ได้ที่สามารถนำยามาถึงตัวเอง นั่นหมายถึงว่าเป็นโอกาสที่จะปรับระบบใหม่ทั้งหมด ทั้งในแง่ของมาตรฐานและการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

อีกสิ่งหนึ่งคือถึงแม้ผู้ว่าฯ กทม. จะพูดเสมอว่าให้นำ Technology มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่เสนอว่าอย่าให้ Technology out smart people คือการเป็น Smart City หรือนำเทคโนโลยีใดๆมาใช้ก็ตาม ต้องไม่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเข้าไม่ถึง Technology ความตั้งใจของเราคือการทำให้ประชาชนเข้าถึง Technology หรือมีคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถเพิ่มการเข้าถึงให้กับประชาชนได้ เนื่องจากบริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยเป็นการทำงานเร่งด่วนไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งเมื่อโครงการรพ.ราชพิพัฒน์แล้วเสร็จอาจจะขยายไปในพื้นที่อื่นต่อ โดยขณะนี้ได้ให้ความสนใจบูรณาการเชื่อมโยงศูนย์บริการสาธารณสุข เข้ากับโรงพยาบาล โดยเพิ่มเตียงในศูนย์ฯ ให้สามารถรับผู้ป่วยER ดูแลประชาชนเร่งด่วนในช่วงเวลากลางวันได้ และหากผู้ป่วยอาการมากก็ให้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาล โดยตั้งเป้ากลุ่มเขตละ 1 ศูนย์ ภายในสิ้นปีนี้

สำหรับกิจกรรมภายในงานวันนี้ ประกอบด้วย พิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ สำหรับผู้ส่งผลงาน Best Practice Service Plan เขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร การบรรยายหัวข้อ ความคาดหวังของการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข โดย พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร การบรรยายหัวข้อ “Next Step Service Plan และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ” โดยนพ.ดนัย มโนรมย์ ผู้อำนวยการสำนักนิเทศระบบการแพทย์ กรมการแพทย์ และการนำเสนอผลงานวิชาการ ในหลายประเด็น อาทิ “เพิ่มการเข้าถึง พัฒนาแบบองค์รวม เพื่อยกระดับบริการปฐมภูมิ” “เพิ่มคุณภาพบริการ เพื่อการรักษาอย่างไร้รอยต่อ” “ยกระดับคุณภาพการรักษาสู่การพัฒนา Excellence Center”สุขภาพดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น