เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก สำหรับคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คือ การมีฐานข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่ครบถ้วน มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกัน เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ทั้งการปราบปราม โดยการสกัดกั้นการไหลเข้าออกของเงินทุนที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรม เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น และการป้องกัน โดยการวิเคราะห์ลักษณะ และพฤติกรรมของผู้ก่ออาชญากรรม เพื่อนำมากำหนดมาตรการป้องกัน และระงับการทำธุรกรรมก่อนที่จะเกิดความเสียหายขึ้น
“จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง กับการกำกับดูแล การไหลเข้าออกของเงินทุน สำหรับการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนศึกษาแนวทางการรวบรวม แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อเสนอแนะแนวทางการยกระดับการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและการกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน” นายกรัฐมนตรีย้ำ
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ได้รับทราบว่า คณะอนุกรรมการฯ รวมถึงคณะทำงานฯ ได้มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง และวันนี้มาประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานระบบ Data Bureau ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลการเงิน ของประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและสกัดกั้นเงินสีเทา โดยใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากระบบธนาคาร ตลาดทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการอุดช่องโหว่ การทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันของเราจะมีความสำคัญมาก ในการสร้างกลไก Data Bureau ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในการป้องกันการฟอกเงินได้อย่างทันท่วงที
ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณคณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวของที่ได้ร่วมกันพิจารณา และแสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาว่าระบบ Data Bureau จำเป็นต้องมี 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ
1. มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและมีคุณภาพ ทั้งข้อมูลด้านตัวตน (Profile) พฤติกรรม (Behavior) และกระแสธุรกรรมขาเข้าขาออก (Innow/OutRow)
2. มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำการยกระดับระบบ Central Fraud Registry (CFR) และเพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางธุรกรรมทางการเงินอย่างครบถ้วน
สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินการยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลของธุรกรรมต่าง ๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น และมีการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีเข้าสู่ Data Hub อย่าง CFR แล้ว ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการติดตามเส้นทางการดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ดี ตัวกลางทางการเงินบางประเภท ที่หน่วยงานกำกับยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลรายธุรกรรม จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับ ฐานข้อมูลในระยะที่ 2 ต่อไป
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการ ดังนี้
1. ทองคำจริง (Physical Gold) ให้สำนักงาน ปปง. เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง ในฐานะหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินของผู้ประกอบการร้านค้าทองคำ และขอให้พิจารณายกระดับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
2. ทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ให้พิจารณาปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อกำหนดให้การดำเนินการซื้อ-ขายทองคำ โดยไม่มีการส่งทองคำจริง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ ให้กรมสรรพากร พิจารณากำหนดให้มีการจัดทำบัญชีพิเศษ โดยให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำ Online นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากร และขอให้ทำการศึกษาแนวทางการกำหนดภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อ-ขายทองคำร่วมกับ ธปท. ต่อไป
3. สินทรัพย์ดิจิทัล ให้สำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณากำหนดใช้หลักการ Travel Rule เพื่อให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ ดิจิทัลทุกรายรวบรวมข้อมูลธุรกรรมชื้อ-ขายระหว่างกระเป๋าของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนได้
โดยเป้าหมายสุดท้าย ข้อมูลธุรกรรมการเงินเหล่านี้ สามารถจัดเก็บได้อย่างครบถ้วน และมีคุณภาพ จะถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปใช้เพื่อติดตามตรวจสอบพฤติกรรม และเส้นทางการดำเนินธุรกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และทันท่วงที รวมทั้งเป็นหลักเกณฑ์การจัดกลุ่ม และกำหนดวงเงินการดำเนินธุรกรรมตามระดับความเสี่ยง (Risk Profiling)
"ขอให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานทุกระดับ และทำงานอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปได้ขอขอบคุณสำหรับความร่วมมือของทุกท่าน" นายกรัฐมนตรีกล่าว



%20(%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2)%20%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%93%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C.jpeg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น